23 ตุลาคม 2569

ทัณฑ์เสน่หาพรางใจ ตอนที่ 5



ตอนที่ 5

วรรณรดามาถึงคอนโดตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ตกดิน วันนี้พอเลิกงานปุ๊บเธอก็ออกมาพร้อมกับพนักงานโปรแกรมเมอร์คนอื่นๆ แม้งานจะยังเหลืออีกเยอะแต่เธอก็ไม่อยากอยู่ดึกอีกแล้ว เธอไม่อยากเจออีตาผู้จัดการบ้ากามและหลงตัวเองนั่นอีก 
        เธอทอดถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งก่อนก้าวเข้าไปในลิฟท์ ในใจครุ่นคิดแต่จะให้ผู้ชายคนนั้นรับผิดชอบในตัวเธอ แต่จะทำอย่างไรให้เขาขอเธอแต่งงานนี่สิ...ยาก จะให้เธอไปร้องแรกแหกกระเชอว่าถูกเขาข่มขืน มันก็น่าอายเกินไป...เฮ้อ..เธอถอนหายใจอีกครั้งคิดไม่ตกว่าจะเอายังไงดี แต่ถ้าจะปล่อยให้คนชั่วลอยนวล เขาก็ยิ่งจะได้ใจ และเห็นผู้หญิงเป็นเหมือนนางบำเรอ
        ...ยี้...แค่นึกภาพตัวเองเป็นนางบำเรอนุ่งน้อยห่มน้อยก็ให้นึกสมเพชตัวเองแล้ว
ลิฟท์เคลื่อนตัวมาถึงชั้นสิบ วรรณรดาดึงสติตัวเองกลับมาและเดินออกจากลิฟท์ ไปยังทางเดินที่มีห้องต่างๆ อยู่ทั้งสองข้างทาง และหยุดอยู่ที่หน้าห้อง 1012 เธอไขกุญแจห้องหมุนลูกบิดประตูและกำลังจะเดินเข้าไป ร่างใครคนหนึ่งก็เข้ามาขวางระหว่างเธอกับประตู
“อยู่ห้องนี้เองเหรอ ห้อง 1012” เสียงชายหนุ่มดังขึ้นเหนือศรีษะเธอ
“คุณชัยชนะ ! คุณมาที่นี่ได้ยังไง” วรรณรดาตกใจมากที่เห็นเขายืนอยู่ และนึกสงสัยว่าเขารู้ที่อยู่เธอได้ยังไง “คุณตามฉันมา?” 
“ใช่” เขาตอบห้วนๆ ยิ้มมุมปากนิดๆ จนเห็นลักยิ้ม
“เมื่อไหร่?”
“ก็ตั้งแต่เธอมาถึงนั่นแหละ นี่ทำไมระบบขนส่งสาธารณะมันช้านักล่ะ ฉันออกมาจากบริษัทหลังเธอด้วยนะ ยังมาถึงก่อนเธอเลย...” ยิ้มกรุ่มกริ่มเมื่อเห็นหญิงสาวทำหน้าฉงน “ก็เมื่อวานฉันมาส่งเธอ ฉันก็ต้องรู้สิว่าเธออยู่ที่นี่ แต่ฉันไม่รู้ว่าเธออยู่ห้องไหน และก็ประจวบเหมาะ ที่ฉันเห็นผู้หญิงใส่แว่นท่าทางเชยบรมที่เหมือนเธอเปี๊ยบเดินใจลอยไม่สนใจใครเข้ามาในลิฟท์ ฉันก็เลยเดินตามยัยนั่นไปจนมายืนอยู่ที่นี่ไงล่ะ...” ชัยชนะที่กำลังสาธยายให้วรรณรดาฟังยืนอยู่ภายในห้องของเธอทั้งที่ประตูเปิดอยู่โดยมีเธอที่เป็นเจ้าของห้องยืนฟังอยู่ข้างนอก
“เฮ้ย ห้องแกมีของกินหรือเปล่าวะ” เสียงเด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งพูดกันระหว่างทางเดินเสียงดังจ้อกแจ้ก
“ที่ห้องฉันมีของกินบ้าง ถ้าแกไม่ได้คิดจะมากินอย่างเดียวก็มีพอ แต่ถ้าไม่พอพวกแกก็ลงมาซื้อใต้ตึกได้”
หนึ่งในเด็กหนุ่มเหล่านั้นมีเสียงที่คุ้นหูวรรณรดาอยู่เสียงหนึ่ง และตอนนี้เสียงนั้นก็ใกล้เข้ามาแค่เพียงเลี้ยวที่หัวมุม เด็กกลุ่มนั้นก็จะเห็นเธอเข้าแล้ว...ไม่ จะให้ยุทธเห็นตานี่ไม่ได้...สาวใส่แว่นมองชายตรงหน้าที่ยังจ้อไม่หยุด เธอดันเขาเข้าไปข้างในและปิดประตูลงอย่างรวดเร็ว 
“เฮ้ย อะไร จะจู่โจมตรงนี้เลยเหรอ...” ชายหนุ่มพูดยังไม่ทันจบหญิงสาวก็เอามือปิดปาก “อือ อือ อือ อือ” …ไม่นะ เธอจับฉันยัดเข้าห้อง เธอจะข่มขืนฉันหรือยังไง...ชัยชนะพูดเสียงอู้อี้ฟังไม่ได้ศัพท์อยู่ในลำคอ
“ชูว์ เงียบๆ หน่อยสิ น้องชายฉันมา เขาจะเห็นคุณอยู่ที่นี่ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นถ้ามันเอาไปฟ้องพ่อแม่ฉันตายแน่...ภาพพจน์และคุณงามความดีที่ฉันสร้างสมมามันต้องฟังทลายลง ชีวิตฉันจะต้องสิ้นหวัง อับเฉา ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน…”
“น้ำเน่า” ผู้จัดการหนุ่มโพลงขัดขึ้นทั้งที่หญิงสาวยังพูดไม่จบ เขามองหญิงสาวตรงหน้าอย่างเอือมระอากับความโอเวอร์ของเธอ จนทำให้หญิงสาวเหล่หางตาจิกใส่เขาหนึ่งที
“โอ้ ไม่ ไม่ เอาไงดี เอาไงดี” เธอกลับมาทำหน้าครุ่นคิด “คุณต้องออกไปทางหน้าต่าง” เธอโพลงออกมา
“เฮ้ย ไม่เอ๊า นี่มันชั้นสิบนะแม่คุณ ไม่ใช่ชั้นสอง ไม่เอาหรอก ฉันไม่เอาด้วย ฉันออกไปทางประตูดีกว่า” ว่าแล้วชายหนุ่มหันหลังทำท่าจะเปิดประตู เพราะนึกภาพที่เขาต้องไปห้อยต่องแต่งอยู่นอกชานชั้นสิบแล้ว เขาว่าเขาออกไปเผชิญหน้ากับน้องชายของสาวคนนี้ยังดีกว่า
“ไม่ได้” วรรณรดาคว้าหมับเข้าที่เสื้อเขาทันที
“เฮ้ย !” เป็นเสียงชายหนุ่มที่ร้องออกมาเมื่อรู้สึกว่าโดนดึงเสื้อจนเสียหลัก
เสียงเด็กหนุ่มคุยกันมาหยุดอยู่ที่หน้าห้อง ตามมาด้วยเสียงไขกุญแจกุ๊กกิ๊ก 
ทั้งสองคนที่อยู่ในห้องสบตากันอย่างตื่นตระหนก
แอ้ด
เสียงประตูเปิดออกเด็กหนุ่มสี่คนเดินเข้ามาข้างในห้อง
“เอ๊ะ รอยเท้านี่มัน...” ยุทธนา น้องชายของวรรณรดาเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นรอยรองเท้าใหญ่ๆ เหมือนรองเท้าผู้ชายปรากฏอยู่บนพื้นเป็นรอยจางๆ 
“อ้าว ยุทธกลับมาแล้วเหรอ พาเพื่อนมาด้วย มาทำอะไรกันล่ะ” วรรณรดาเดินออกมาจากห้องของเธอ ใส่รองเท้าสลิปเปอร์ เดินเช็ดรอยรองเท้ามาตลอดทาง
เด็กหนุ่มอีกสามคนยกมือขึ้นสวัสดีพี่สาวของเพื่อนที่อายุห่างกันห้าปี
“พวกเรามาทำโปรเจคครับพี่ อาจารย์ให้ทำโปรแกรมเกี่ยวกับฐานข้อมูลด้วย สงสัยต้องให้พี่ดาช่วยซะแล้ว” น้องชายที่เรียนคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์เหมือนกับพี่สาวอ้อน
“ไม่ได้ ไม่ได้ คืนนี้พี่มีนัด”
“หือ นัดอะไรอ่ะพี่ นั่นแน่ นัดกับหนุ่มเหรอ ทำงานที่ใหม่ได้วันเดียวมีหนุ่มมาจีบแล้วเหรอ” เด็กหนุ่มทำหน้ากระลิ้มกระเหลี่ยพี่สาว จนเพื่อนคนอื่นอดกิ๊วก๊าวตามด้วยไม่ได้
“ใช่ ฉันนัดหนุ่มเกาหลีนามว่าจุน-แจ ไว้จ่ะ คืนนี้ฉันจะดูซีรีย์เกาหลีเรื่องคิมหันต์ที่เปลี่ยนไป ห้ามใครรบกวน เข้าใจ๊” คนเป็นพี่พูดไปเดินไปจนมาหยุดที่หน้าน้องชาย 
“คร้าบ เข้าใจคร้าบพี่สาว” เด็กหนุ่มเข้าใจอย่างว่าง่าย
“ดีมาก งั้นเพื่อนๆ ก็ตามสบายนะ รักษาความสะอาดด้วยล่ะ พี่ไปล่ะ” คนเป็นพี่สาวพูดจบก็เดินเข้าห้องไป

ชัยชนะถูกหญิงสาวเจ้าของห้องจับยัดให้มาอยู่ในนี้ เขาสำรวจภายในห้องพบรูปถ่ายของสามพี่น้อง ทางซ้ายสุดเป็นผู้ชายที่ดูอายุไม่ห่างจากสาวเจ้าของห้องมากเท่าไหร่ ตรงกลางเป็นสาวเจ้าของห้องปล่อยผมสยาย ส่วนทางขวาสุดเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่ดูอายุจะห่างจากสองคนนั่นไม่ต่ำกว่าสามปี ทั้งหมดใส่แว่นหนาเหมือนกัน ดูแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าทั้งสามต้องเป็นเด็กเรียนแน่นอน
“สงสัยบ้านนี้จะเรียนดีเอาโล่กันทั้งบ้าน”
เขาหยิบกรอบรูปขึ้นมาพิจดูอีกครั้ง มองไปที่หญิงสาวใส่แว่นปล่อยผมยาวสยายในแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ในรูปนี้เธอทั้งน่ารักและสดใส แม้จะใส่แว่น แต่ก็ไม่ทำให้ความสดใสลดลงไปเลย ตรงกันข้ามกลับดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบ เป็นเสน่ห์ที่ให้ความรู้สึกใส สะอาด และบริสุทธิ์...เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ เขาต้องตกใจกับความคิดของตัวเอง...
ปัง
หญิงสาวใส่แว่นกรอบหนาในชุดทำงานเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าบูดบึ้ง เดินฉับๆ ไปเปิดซีรีย์เกาหลี และเปิดเสียงให้ดังพอที่จะให้ได้ยินออกไปข้างนอก 
“โอ้ย ทำไมเปิดเสียงดังจัง” 
“คุณตามฉันมาทำไม เห็นมั้ยทำให้ฉันเดือนร้อน” 
ชายหนุ่มเพิ่งเข้าใจถึงเหตุผลที่เธอเปิดทีวีเสียงดัง เพราะเธอจะได้คุยกับเขาโดยที่ไม่มีใครสงสัยว่ามีใครอีกคนอยู่ในห้อง แต่คำถามที่ว่าเขาตามผู้หญิงคนนี้มาทำไม ทำเอาเขาต้องกรอกตาไปมาหาคำตอบอยู่นาน เพราะเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาตามเธอมาทำไม รู้แค่ว่าเขาเจ็บใจเธอที่ทำให้เขาอารมณ์ค้างถึงสองครั้งสองครา
“ตามฉันมาทำไม” หญิงสาวถามซ้ำอีกครั้งสายตาคาดคั้น
“เออ มา มา มาดูชีวิตความเป็นอยู่ของลูกน้องไงล่ะ” แม้รู้ว่ามันไม่เข้าท่า แต่เท่าที่เคยคุ้นๆ หูอยู่ก็ทำให้เขาโพลงออกไปอย่างนั้น
“นี่ ฉันไม่ใช่เด็กนักเรียน หรือ ลูกบ้านของอบต. นะ ที่คุณจะต้องมาดูแลความเป็นอยู่ หาเหตุผลให้มันฉลาดกว่านี้หน่อยสิ เอ๊ะ หรือว่าคุณจะเปลี่ยนใจมาขอฉันแต่งงาน” หญิงสาวที่หน้ายุ่งในตอนแรกยิ้มอย่างมีความหวังเมื่อสิ่งที่เธอครุ่นคิดมาทั้งวันอาจจะสมหวัง
แม้รอยยิ้มของเธอจะทำเขาหลงใหลได้ชั่วครู่ แต่คำว่าแต่งงาน ก็ทำเอาเขาต้องสะดุ้ง มันทำให้เขานึกไปถึงปลอกคอสุนัขอยู่รำไร
“ไม่” เขาโพลงออกมา ทำเอาหญิงสาวตรงหน้าหุบยิ้มทันที “เราจะแต่งกันได้ไง ในเมื่อเราไม่ได้รักกัน เธอเองก็ไม่ได้รักฉัน เอ๊ะหรือว่าเธอรักฉัน...ว่าไง...เธอรักฉันหรือเปล่า ไม่แน่นะฉันอาจจะพิจารณาเป็นพิเศษก็ได้” ชายหนุ่มกระเซ้าเมื่อเห็นหญิงสาวหน้าแดง โดยหารู้ไม่ว่าสาเหตุที่แดงหาใช่ความเขินอายไม่ แต่เพราะเธอกำลังโมโหต่างหากเล่า 
“พูดเห็นแก่ตัว คุณไม่ได้รักฉันแล้วคุณทำฉันทำไม” หญิงสาวมองชายหนุ่มที่ยังทำหน้าทะเล้นด้วยแววตาคาดโทษ
“ฉันทำอะไร ฉันว่า ฉันก็เห็นเธอเคลิบเคลิมดีนี่ เธอน่าจะขอบคุณฉันด้วยซ้ำนะที่มาทำให้ชีวิตเธอตื่นเต้นขึ้นไงล่ะ” ชายหนุ่มพูดหน้าตาเฉย
“คุณยังมีหน้ามาพูดแบบนี้อีกเหรอ ถ้าคุณไม่กระชากฉันเข้าไป ไม่ปล้ำฉัน แล้วเรื่องนี้มันจะเกิดขึ้นได้ไหม คนดีๆ มีสมอง เขาไม่ทำอย่างนี้หรอก” หญิงสาวโมโหจนเลือดขึ้นหน้า เธอพูดน้ำเสียงเกรี้ยวกราดขณะเดียวกันก็ผลักอกชายหนุ่มจนเซ 
“โอ๊ย เจ็บนะ” 
“เจ็บสิดี จะได้รู้บ้างว่าคนอื่นเขาเจ็บยังไง นี่แนะ นี่แนะ” หญิงสาวรัวฝ่ามือเข้าตีไปที่ตัวชายหนุ่ม
“โอ๊ย โอ๊ย” เขาจับข้อมือหญิงสาวได้ จึงตวัดร่างบางเข้าสวมกอดจากด้านหลัง แล้วหอมเข้าที่แก้มฟอดหนึ่ง “เป็นไงทีนี้อยากรู้นักว่าเธอจะตีฉันได้ยังไงอีก นี่แนะ” พูดจบก็หอมไปอีกฟอด
“คุณเห็นฉันเป็นเหยื่อของคุณ” หญิงสาวที่พยายามดิ้น แต่ก็ดิ้นไม่หลุด ยืนอยู่ในอ้อมแขนเขาอย่างจำนน เอียงหน้าหลบลมหายใจร้อนที่ระใบหน้าเธอ ร่างน้อยในอ้อมกอดสั่นน้อยๆ “เหยื่อที่คุณล่าเพื่อความสนุก...คุณทำให้ฉันมีราคี มีตำหนิ คุณก็ต้องรับผิดชอบสิ...ฉันก็ไม่อยากแต่งกับคุณนักหรอก...ให้ตายเถอะทำไมฉันต้องมาเจอผู้ชายหื่น บ้ากาม เห็นแก่ตัว และรอยหยักบนสมองน้อยอย่างคุณด้วยเนี่ย ผู้ชายในฝันของฉันไม่ใช่แบบนี้สักหน่อย เขาควรที่จะสุภาพ ให้เกียรติฉัน และฉลาดมากกว่านี้ แล้วก็ฉากรักที่สุดแสนโรแมนติกของฉันที่ฉันเคยฝันถึงมันก็น่าจะนุ่มนวล อ่อนหวาน ให้มันสมกับเป็นคืนแห่งการเสียความบริสุทธิ์ที่น่าจดจำไม่ใช่การขมขื่นแบบนี้ ฮือ ฮือ ฮือ” หญิงสาวเมื่อได้พูดออกมาก็ยิ่งให้รู้สึกอัดอั้นตันใจ เสียงสั่นเครือขึ้นทุกทีๆ จนในที่สุดเธอก็ระเบิดเสียงร้องไห้ออกมา 
ชายหนุ่มคลายแขนแกร่งออกจากร่างหญิงสาว เขาเริ่มทำตัวไม่ถูกกับผู้หญิงตรงหน้าที่ร้องไห้งอแงเหมือนเด็กๆ 
“เฮ้ย นี่เธอ อย่าร้องสิ เดี๋ยวไม่สวยนะ ยิ่งไม่ค่อยสวยอยู่ไม่ใช่เหรอ นี่ นี่ ฉันเคยดูโฆษณานะ ว่าร้องไห้ทำให้ หน้าแก่ ตีนกาขึ้น ผิวคล้ำ เป็นสิว เป็นฝ้า ด้วยนะ เผลอๆอาจจะทำให้เป็นโรคปากแหว่ง เพดานโหว่ ถุงลมโป่งพอง โรคกระเพาะ โอย สารพัดโรคเลย เอ้า !... โห หยุดร้องซักทีเถอะ”  เขาพยายามหาคำพูดที่จะทำให้เธอหยุดร้อง
“แง แง คนบ้า ไม่มีคำพูดที่ดีกว่านี้แล้วหรือไง” คำพูดชายหนุ่มไม่ได้ช่วยให้หญิงสาวรู้สึกดีขึ้นเลย ยิ่งทำให้ฟูมฟายมากยิ่งขึ้นด้วยช้ำ จริงๆ เธออยากจะร้องไห้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่เพราะถูกสอนมาว่าการร้องไห้ไม่มีประโยชน์เอาเวลาที่จะร้องไห้เสียใจไปคิดหาทางแก้ปัญหาดีกว่า เธอจึงได้แต่เก็บกดมันไว้ จนเมื่อชายผู้ต้องหาตัวดีมายืนท้าทายเธอตรงหน้าอย่างไม่นึกละอายในความผิดที่ตัวเองได้ก่อไว้ มันเลยทำให้เธอยิ่งคับแค้นใจ จนร้องไห้เหมือนเขื่อนแตกออกมา
ก๊อก ก๊อก ก๊อก 
“พี่ดา พี่ดา เป็นอะไรหรือเปล่าพี่ ร้องไห้เสียงดังเชียว พี่เปิดประตูให้ผมหน่อย เป็นอะไรหรือเปล่า พี่ พี่” เสียงยุทธน้องชายของวรรณรดาเคาะประตูเรียกพี่สาวด้วยความเป็นห่วง น้ำเสียงแสดงความกังวลได้อย่างชัดเจน ด้วยเขาเคาะประตูดังและเรียกชื่อพี่สาวถี่ๆ เพื่อให้พี่สาวเธอตอบรับ
เสียงน้องชายทำให้ผู้เป็นพี่สาวหยุดกึกเหมือนกดปุ่มสต็อบในทันที เธอมองชัยชนะที่มองเธออยู่ก่อนแล้ว ทั้งคู่สบตากันด้วยความหวั่นวิตก
“ซวยแล้ว ยัยดา” สาวใส่แว่นรำพึงกับตัวเอง 
“พี่ดา เปิดประตู !” เจ้าน้องชายก็เร่งเร้าซะเหลือเกิน
วรรณรดาเดินเข้าไปผลักหลังชายหนุ่มที่ยังงงงัน 
“เข้าไปอยู่ในนี้ก่อน แล้วอย่าออกมา” วรรณรดาพูดด้วยน้ำเสียงออกคำสั่ง แล้วเดินจากไป
ผู้เป็นพี่สาวเดินไปเปิดประตูห้องให้น้องชาย แล้วต้องตกใจที่เห็นเด็กหนุ่มสี่คน เตรียมตัวจะวิ่งโถมเข้าใส่ประตู
“เฮ้ย หยุด ! หยุดเดี๋ยวนี้” คนเป็นพี่สาวตะโกนลั่น ทำเอาเด็กหนุ่มสี่คนเบรกกันตัวโก่งล้มหน้าคะมำ 
โครม !
“นี่ มาทำอะไรกันอย่างนี้” คนเป็นพี่สาวตะโกนแหว
“ก็พี่นั่นแหละทำอะไรร้องไห้เสียงดัง ผมก็ตกใจ นึกว่าพี่เป็นอะไร บอกให้เปิดประตูก็ไม่เปิด ผมก็จะพังเข้าไปน่ะสิ” คนเป็นน้องพูดไปก็จับขาป้อยๆ ที่เมื่อครู่ล้มไม่รู้ไปกระแทกกับอะไร
“ร้องไห้?” คนเป็นพี่ทำตีหน้าไม่เข้าใจ “อ๋อ ก็จุน-แจ น่ะสิใจร้าย” ว่าแล้วก็ชี้เข้าไปในห้องนอน
“คุณทำกับฉันอย่างนี้ไม่ได้นะ คนใจร้าย ฉันเกลียดคุณ ฉันเกลียดคุณ ได้ยินไหมว่าฉันเกลียดคุณ” เสียงจากทีวีที่ฉายภาพนางเอกต่อว่าพระเอกอย่างถึงพริกถึงขิง ทำเอาทั้งสี่หนุ่มตาค้างกับการเข้าใจผิด
“แต่...ผมว่าผมได้ยินเสียงพี่ดานะ” คนเป็นน้องชายยังคงเป็นห่วงพี่สาว
“อืม...ก็ใช่น่ะสิ พี่ก็ร้องไห้ด้วย ก็พี่สงสารนางเอกนี่ ฮือ ฮือ” คนเป็นพี่ทำปากเบะ เอามือเช็ดน้ำตาที่ยังคงทิ้งคราบจางๆ ไว้ให้เห็น
“แต่พี่ไม่เคยเป็นอย่างนี้นี่ พี่ดูหนังเกาหลีแทบทุกวัน ผมไม่เคยเห็นพี่ร้องไห้เสียงดังแบบนี้”
“ก็ปกติยุทธอยู่ในห้องเอาแต่เสียบหูฟังเพลงน่ะสิ ขนาดพี่เข้าไปในห้องเธอยังไม่ได้ยินเลย แต่วันนี้เธออยู่ห้องโถง มันหน้าห้องพี่ เธอก็ต้องได้ยินสิ...เอาเถอะไปทำงานต่อเถอะ พี่จะดูละครต่อแล้ว...ไม่มีอะไรแล้วนะจ๊ะเด็กๆ โทษทีที่ทำให้ตกใจ พี่จะพยายามให้เบากว่านี้แล้วกันนะ” คนเป็นพี่สาวตัดบทและหันไปบอกเพื่อนน้องชายทำนองว่าไม่มีอะไรผิดปกติ
“พี่ดาก็อย่าไปอินกับมันมาก ร้องไห้มากๆ ตาบวม ขอบตาช้ำ แล้วก็หน้าเหี่ยวเร็วด้วยนะพี่” น้องชายเตือนพี่สาวก่อนออกจากห้อง
“เออ รู้แล้วน่า” คนเป็นพี่สาวตอบกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ก่อนปิดประตูและกดล็อค ให้นึกสงสัยว่าทำไมผู้ชายสมัยนี้ถึงได้รู้เรื่องความสวยความงามของผู้หญิงกันดีนัก หรือเพราะว่าผู้ชายสมัยนี้หันมาดูแลตัวเองกันมากขึ้น ว่าแล้วเธอก็เดินไปส่องกระจกที่โต๊ะเครื่องแป้งที่อยู่มุมห้องถัดไปจากชั้นวางโทรทัศน์ และตรงกับหน้าห้องน้ำพอดี 
“ตาบวมจริงๆด้วยสิ แย่จัง เพราะตานั่นคนเดียวแท้ๆ อุตส่าห์ชักแม่น้ำทั้งห้าบีบน้ำตามาร้องไห้ ตาบ้านั่นยังไม่ยอมใจอ่อนเลย” ดาถอนใจออกมาฝืดหนึ่งด้วยความหัวเสีย ถอดแว่นวางไว้ที่โต๊ะเครื่องแป้ง และพินิจส่องกระจกจนหน้าชิดกับเงาสะท้อนของตัวเอง 
ซู่ ซู่
เสียงซู่ซ่าดังมาจากห้องน้ำที่แง้มประตูไว้เพียงเล็กน้อย ด้วยความสงสัยเธอจึงผลักประตูเข้าไป
“ว๊าย” เสียงหญิงสาวหลุดออกไปเพียงบางเบาเมื่อเธอเอามือปิดปากตัวเองไว้เสียก่อน พร้อมกับเสียง
        ...กรี๊ด...ที่ดังก้องอยู่ในหัวของเธอ 


⚠️ ประกาศสงวนลิขสิทธิ์

เนื้อหา บทความ หนังสือ ภาพประกอบ และสื่อทุกชนิดบนเว็บไซต์ Thai E-Book Club สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย

ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลง ดาวน์โหลดเพื่อนำไปเผยแพร่ต่อ หรือนำเนื้อหาไปใช้ในเชิงพาณิชย์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์

ห้ามนำเนื้อหาไปเผยแพร่ซ้ำบนเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย หรือแพลตฟอร์มอื่น รวมถึงการนำไปใช้เพื่อสร้างฐานข้อมูลหรือฝึกฝนระบบ AI โดยไม่ได้รับอนุญาต

หากต้องการแบ่งปัน กรุณาแชร์ลิงก์มายังเว็บไซต์ต้นฉบับแทนการคัดลอกเนื้อหา

ขอบคุณที่เคารพสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ผลงาน และร่วมกันรักษาพื้นที่แห่งการอ่านนี้

Thai E-Book Club — อ่าน แบ่งปัน และเคารพลิขสิทธิ์

หากต้องการสนับสนุนนิยาย โปรดคลิก

<<ตอนก่อนหน้า                              ตอนต่อไป>>                                                                                  






ไม่มีความคิดเห็น: