23 ตุลาคม 2569

ทัณฑ์เสน่หาพรางใจ ตอนที่ 1

 


ตอนที่ 1

เช้าวันจันทร์ที่ 1 ของเดือน เป็นเช้าวันจันทร์ที่มักจะยุ่งเป็นปกติสำหรับพนักงานทั่วไป แต่สำหรับชัยชนะทายาทบริษัทผลิตเสื้อผ้าส่งออกเชี่ยวชาญการ์เม้นท์ กลับเห็นเป็นวันสบายๆ อีกวัน เขาเดินผิวปากอย่างอารมณ์ดีไปตลอดทางโดยไม่ลืมโปรยยิ้มทรงเสน่ห์ผ่านไปให้สาวๆ ฝ่ายบัญชีที่ห้องฝั่งตรงข้าม ก่อนผลักประตูเข้าห้องทำงานฝ่ายไอที
กริ๊ง กริ๊ง
“ฮัลโหล ว่าไงพี่ชล” ผู้จัดการหนุ่มฝ่ายไอทีกรอกเสียงลงในโทรศัพท์มือถือ “อะไรนะ พนักงานใหม่เหรอ อะไรนะ อะไรพิเศษ ไม่ค่อยได้ยินเลยพี่ พี่อยู่ไหนเนี่ย ไม่ได้อยู่ที่บริษัทเหรอ อะไรนะ !” ชัยชนะเดินผ่านโต๊ะพนักงานสองข้างทางโดยไม่สนใจใคร เพราะมัว อะไรนะ อะไรนะ ไปตลอดทาง จนเข้าห้องผู้จัดการที่อยู่สุดทางเดิน
“อะไรเนี่ย พี่ชล ยังพูดกันไม่รู้เรื่องเลย” เขาทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ผู้จัดการรำพึงกับตัวเองอย่างอารมณ์เสีย และกดโทรศัพท์หาพี่สาวมือระวิง 
ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก...
ชัยชนะกดวางหูโทรศัพท์หลังจากที่ได้ยินเสียงอัตโนมัติอย่างนี้มา 2-3 รอบ แล้วเบี่ยงสายตาหันมาสนใจแฟ้มเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะ นี่ละมั้ง ที่พี่ชลพูดถึงในโทรศัพท์ พี่ชลหรือชลธิชาพี่สาวแท้ๆ ของเขาบอกเมื่อครู่นี้ทำนองว่าจะมีพนักงานใหม่มาทำงานในตำแหน่งงานพิเศษอะไรนี่แหละ เขาฟังไม่ถนัดนัก และไม่รู้ด้วยว่าสิ่งที่พี่ชลพูดมามันจะเกี่ยวอะไรกับเขา มีพนักงานใหม่มา แล้วทำไมต้องมาบอกเราด้วย พี่ชลนี่ก็จริงๆ เลย ทำอะไรไม่เคยปรึกษากันเลย นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ
เขาเปิดแฟ้มเห็นรูปของหล่อน “ยี้” รูปหญิงสาวที่เหมือนครูไหวใจร้ายปรากฎขึ้น 
ก๊อก ก๊อก ก๊อก 
เสียงเคาะประตูหน้าห้องทำงานชัยชนะดังขึ้น เขาปิดแฟ้มลง เหมือนตั้งใจเป็นการปิดรูปครูไหวใจร้ายไม่ให้ออกมาเพ่นพ่านให้ใครเห็นมากกว่า
“เข้ามา” เสียงทุ่มของเจ้าของห้องกล่าวออกไป
ประตูถูกผลักเข้ามาเผยให้เห็นผู้หญิงร่างแบบบางหน้าเหมือนในรูปที่เขากำลังดูอยู่ในแฟ้มประวัติ เขาเริ่มสำรวจเธอตั้งแต่ระดับสายตาที่ตรงกับสะโพกผายซึ่งถูกคลุมอย่างมิดชิดด้วยกระโปรงรัดรูปสีดำ เมื่อมองดีๆ ก็จะเห็นรอยร่องเป็นรูปสามเหลี่ยมที่บริเวณนี้ เขาจ้องเพียงครู่ และลอบกลืนน้ำลาย จากนั้นจึงไล่สายตาถัดขึ้นมาเป็นเอวคอดกิ่วที่มีเสื้อเชิ้ตสีขาวรวบเข้าไว้ในกระโปรงสีดำ สิ่งน่าสะดุดที่สุดคงเป็นหน้าอกที่อยู่ภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวรัดกุมนั่นที่แม้มันจะถูกปิดซะจนมิดชิดแต่มันก็ยังโดดเด่นเชิดตั้งขึ้นจนเผยให้เห็นรอยปริระหว่างกระดุม ไล่เรื่อยขึ้นมาถึงคอขาวระหง จนถึงใบหน้าของเธอ
ใบหน้าจืดชืดแต่งแต้มเครื่องสำอางเพียงเล็กน้อยกับแว่นกรอบหนานั้นช่างไร้เสน่ห์สิ้นดี เธอน่าจะไปสมัครงานเป็นครูมากกว่านะ เขาคิดในใจ
“เพิ่งรู้ว่าท่านผู้จัดการของที่นี่ ต้อนรับผู้มาใหม่ด้วยการมองจากล่างขึ้นบน” หญิงสาวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
ชายหนุ่มที่นั่งโต๊ะตำแหน่งผู้จัดการที่ยิ้มเหมือนหว่านเสน่ห์เมื่อแรก ต้องหุบยิ้มน้อยๆนั่น แล้วย่นหัวคิ้วเข้าหากันทันที “เธอหมายความว่าไง” 
“อ้าว ก็ท่าทางที่คุณมองฉันเมื่อครู่มันดูเสียมารยาทมากน่ะสิ…ฮึ แต่เสียใจด้วยนะ ที่ฉันไม่เป็นแบบที่คุณคิด” หญิงสาวเหยียดปากเหมือนแสดงอาการดูถูกผู้จัดการที่อยู่ตรงหน้าชัดเจน ฉันไม่ใช่หญิงร่านหว่านเสน่ห์ให้ผู้ชาย แม้ผู้ชายตรงหน้าจะหล่อล้ำเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าไม่มีสมองแล้วล่ะก็ เมินซะเถอะ ฉันไม่มีวันสนหรอก
ชายหนุ่มขบกรามแน่น ไม่เคยมีใครกล้าดีมาพูดกับเขาแบบนี้ แล้วเธอเป็นใคร ถึงได้กล้าดีเช่นนี้
เขาก้มดูแฟ้มประวัติของเธอ 
“วรรณรดา อายุยี่สิบห้าปี จบปริญญาตรีคณะวิทยาการ คอมพิวเตอร์ เกียรตินิยมอันดับสอง ปริญญาโทจบเฉพาะทางทางด้านเอ็มไอเอสที่สหรัฐอเมริกา” เขาพึมพัมอยู่ในลำคอ แม้ตั้งใจจะพูดอยู่คนเดียว แต่คนที่อยู่ในห้องเดียวกันย่อมต้องได้ยินอย่างมิต้องสงสัย
“ใช่ ฉันตั้งใจจะเข้ามาแนะนำตัวกับคุณในฐานะที่เริ่มงานวันนี้เป็นวันแรก แต่ดูเหมือนคุณจะมีประวัติฉันอยู่แล้ว แม้คุณจะเป็นผู้จัดการฝ่ายไอทีที่คุมงานด้านซอฟต์แวร์และคอมพิวเตอร์ทั้งหมด และฉันที่มาใหม่จะต้องเข้าไปอยู่ในสังกัดของคุณ แต่ฉันก็ไม่ใช่ลูกน้องคุณ คุณชลธิชาบอกฉันว่าในหนึ่งเดือนนี้ฉันมีสิทธิ์ทุกอย่างเกี่ยวกับระบบฐานข้อมูลที่นี่ โดยให้ปรึกษากับคุณเพื่อพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร ก่อนหน้านี้ฉันได้ดูฐานข้อมูลของบริษัทคุณแล้ว ก็นึกแปลกใจอยู่ แต่เมื่อฉันได้พบคุณ ฉันไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมมันถึงได้เละเทะ มั่ว และซ้ำซ้อนกันมากมายขนาดนี้ มิน่าละบริษัทคุณถึงได้เป็นมวยรองของบริษัทคู่แข่งอยู่เสมอ ถ้าคุณไม่พัฒนาฐานข้อมูลให้...” 
ปัง !
“พอได้แล้ว...หยุดพูดซะที” เขายืนขึ้นตบโต๊ะและตะโกนขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด
หญิงสาวตรงหน้าหยุดพูด สีหน้าไม่มีความความสะทกสะท้าน เธอยังจ้องตาที่เดือดดาลของเขานิ่ง
“เธอกล้าดียังไงมาพูดวิจารณ์ฉันและบริษัทของฉัน อย่าคิดว่าเป็นพนักงานพิเศษแล้วเธอจะมาทำตีเสมอฉัน ไม่ว่าเธอจะคิดว่าตัวเองเก่งกาจมาจากไหน ฉันก็ไล่เธอออกไปได้”
“ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคุณเรียนจบเมืองนอกเมืองนามา การศึกษาที่นั่นไม่ทำให้คุณรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นเลยเหรอ คุณนี่ไม่เหมือนพี่สาวของคุณซะเลยจริงๆ นะ จะบอกให้ที่ฉันมาทำงานให้บริษัทของคุณ เพราะฉันศรัทธาในตัวพี่สาวคุณที่เธอทุ่มเทออกแบบเสื้อผ้าสวยในสไตล์เรียบหรูดูดีแต่กลับไม่ได้รับความนิยม คนกลับนิยมแต่เสื้อผ้าน้อยชิ้นที่นุ่งน้อยห่มน้อย... ฉันเป็นแฟนเสื้อผ้าของพี่สาวคุณและฉันก็แปลกใจมากที่ทำไมแบรนด์นี้ถึงไม่สามารถชนะแบรนด์คู่แข่งได้สักที ทันทีที่พี่สาวคุณให้ฉันมาทำงานนี้ ฉันถึงมาทำอย่างไม่ลังเลใจเลย…แต่เสียดาย...” หญิงสาวหยุดพูดเพียงเท่านั้น 
“เสียดายอะไร” คำพูดห้วนออกมาจากปากชายที่คิ้วย่นชนกัน เขาจ้องหน้าเธอราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ และเดินเข้ามาใกล้เหมือนอยากจะเอาเรื่องหากเธอพูดผิดหูเขาละก็...รับรองได้เห็นดีกัน
“ระบบฐานข้อมูลมีความสำคัญมาก คุณรู้หรือเปล่า” หญิงสาวยังคงมองชายใบหน้าหล่อเหลาที่เดินตรงเข้ามาหาเธออย่างไม่วางตา
“ไม่รู้” ชายหนุ่มกระแทกเสียงตอบ
“นั่นแหละ ที่ฉันเสียดาย” 
ร่างสูงใหญ่กำยำเดินเข้ามาประชิดร่างแบบบาง จนทำให้เธอต้องถอยหลัง
“เธอจะเสียดายอะไรก็ช่าง แต่ขอบอกไว้นะ ที่นี่ไม่ใช่โรงเรียนและฉันก็ไม่ใช่เด็กนักเรียนของเธอที่เธอจะต้องมาสอนฉันให้รู้เรื่องฐานข้อมูลอะไรนั่น ที่นี่มันบริษัทของฉัน บริษัทของครอบครัวฉัน จะเป็นมวยเอกหรือมวยรองมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอ ไม่ใช่กงการอะไรของเธอที่จะต้องมาสาระแนเรื่องของฉัน พี่ฉันจ้างเธอเพื่อทำงานวิเคราะห์ข้อมูลบ้าบออะไรนั่น เธอมีหน้าที่อะไรก็ไปทำ” เขาพูดทั้งยังเดินเข้าประชิดร่างเธอ 
หญิงสาวถอยไปจนชนกำแพง  เมื่อไม่มีทางเดินไปไหนได้อีก เธอเบี่ยงตัวหลบไปทางซ้าย แขนแกร่งกำยำของเขากั้นเธอไว้ เมื่อเธอเบี่ยงขยับไปทางขวา แขนแกร่งอีกข้างก็พุ่งกั้นเธอไว้อีกเช่นกัน เขาจ้องหน้าเธออย่างคาดโทษ ผินหน้าเข้าประชิดข้างหู แล้วเผยอริมฝีปากจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นๆ “อย่ามายุ่งเรื่องของฉัน” คำพูดข้างหูชัดถ้อยชัดคำ
“ตะ แต่ ฉันต้องใช้ข้อมูลในฐานข้อมูลเพื่อเอาไปวิเคราะห์ต่อ” คำพูดตะกุกตะกักมาจากความสั่นสะท้านลมปากข้างหูของชายหนุ่มตรงหน้า เธอหลับตาตั้งสติใหม่ “ฉันอยากให้คุณอนุมัติหรือเป็นคนสั่งให้ใครก็ได้แก้ไขข้อมูลที่ซ้ำซ้อนให้มันเสถียรขึ้น มันดีกับระบบของคุณและฉันก็ทำงานได้ง่ายขึ้น” เมื่อคลายความตื่นเต้น หญิงสาวจึงพูดด้วยความมั่นใจที่ฟังดูวางอำนาจนิดๆ เหมือนกับสิ่งที่เธอพูดเป็นสิ่งที่เขา ต้อง ทำอยู่กลายๆ
หน้าของเขาเลื่อนจากใบหูเข้ามาประชิดปลายจมูกหญิงสาว รับรู้ได้ถึงลมหายใจของกันและกัน 
“มันเรื่องของเธอ ถ้าเธอเก่งนักก็หาปัญญาทำเอาเอง” พูดจบเขาก็ขยับหน้าเข้าไปใกล้เธอทำท่าเหมือนจะจูบ 
หญิงสาวหลับตาและเบือนหน้าไปอีกทาง เตรียมรับโทษจากเขา เธอหลับตาปี๋อยู่นาน นึกแปลกใจตัวเองที่ไม่ผลักไสชายตรงหน้าออกไป เพราะเขาหล่อรึ? ใช่ เขาหล่อได้อย่างร้ายกาจเลยทีเดียว เรียกได้ว่าหล่อเหลาเคล้าเสน่ห์แบบที่พวกอาจารย์ นักวิชาการ หรือ ด็อกเตอร์ไม่มี เอ๊ะ เธอตกใจกับความคิดเพียงชั่วครู่ของตัวเอง และให้เหตุผลใหม่ว่า เธอเป็นพวกมีสติ ไม่ว่าสถานะการณ์ไหนเธอก็มักจะนิ่งไม่แสดงอาการตื่นกลัว มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่เธอเป็นแบบนี้...แม้หัวใจจะเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุอกก็ตาม
วรรณรดาค่อยๆ ลืมตาขึ้น ทว่าเขาเอาแขนที่กั้นไว้ออกแล้ว และถอยออกไปยืนห่างจากเธอประมาณหนึ่งเมตร
“ฮึ ไม่ต้องคิดว่าฉันจะทำอะไรเธอหรอก ผู้หญิงจืดชืดไร้เสน่ห์อย่างเธอ ฉันไม่เอามารวมในคอลเลกชั่นผู้หญิงของฉันให้ตัวเองต้องเสียเกรดหรอก แค่คิดฉันก็ขยะแขยงจะแย่อยู่แล้ว...” เขามองสำรวจร่างของหญิงตรงหน้าตั้งแต่หัวจดเท้า และจากเท้าขึ้นบน ส่งเสียงจุ๊ปาก “จุ๊ จุ๊  อย่างเธอนี่เรียกได้ว่าเป็นของหายากชนิดที่รวมวัตถุโบราณทั้งสิบมาไว้รวมกันเลยนะเนี่ย หนึ่ง ทำผมมวย สอง ใส่แว่นหนา สาม เสื้อปิดคอ สี่เสื้อแขนยาว ห้า เสื้อใส่ในกระโปรง หกกระโปรงยาวคลุมเข่า เจ็ด ใส่ถุงน่อง แปด ใส่รองเท้าส้นเตี้ย” เขาเดินเข้าประชิดตัวเธออีกครั้งและสบตาเธอ “เก้า ไม่แต่งหน้า และ...สิบ ไม่มีจริต...ฉันว่า อย่างเธอคงเป็นได้แค่ขวัญใจด็อกเตอร์เซอร์ซ่าที่ไหนสักคน” สายตาเหยียดหยันส่อแววดูถูกเธออย่างชัดเจน  มองผ่านเลนส์สบเข้าไปในดวงตาสั่นระริกด้วยความสะใจ “ไป ออกไปได้แล้ว จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ กับฐานข้อมูลทั้งนั้น ไม่ต้องมาพูดเรื่องนี้อีก เธอมีปัญญาทำแค่ไหนก็ทำแค่นั้น ถ้าในหนึ่งเดือนเธอทำไม่ได้ก็ลาออกไป…ไป ออกไป” เขาพูดไล่เธออย่างไม่ใยดี
หญิงสาวร่างบางมองหน้าเขาเพียงครู่รู้สึกเจ็บแปลบในอกกับคำพูดร้ายกาจของเขา อยากอ้าปากพูดอะไรออกไปบ้าง แต่คำไล่ที่ฟังเหมือนเธอเป็นหมูหมาก็ทำให้เธอรู้สึกขอบตาร้อนผ่าว เธอรีบสะบัดหน้าหลบและเปิดประตูห้องผู้จัดการออกไป 
“ผู้หญิงบ้า” เขาสบถออกมาอย่างอารมณ์เสีย เมื่อมองเธอนั่งที่โต๊ะทำงานผ่านกระจกด้านเดียวในห้องทำงาน บังอาจมาว่าฉันฉอดฉอด 
แบรนด์เสื้อผ้าสไตล์คุณหนูผู้เรียบร้อย ใสซื่อ บริสุทธิ์ ของพี่สาวเขาน่ะเหรอ ฮึ นั่นสินะ เขารู้แล้วทำไมเขาถึงได้รู้สึกเอียนกับเธอนัก ก็ไอ้สไตล์การแต่งตัวที่รัดกุมเหมือนออกมาจากแค๊ตตาล็อคของพี่สาวเขานั่นเอง เวลานี้เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่า ยัยผู้หญิงปากดีนั่น ใส่เสื้อผ้าชุดทำงานแบรนด์ชลธิชา แบรนด์ที่ทั้งหรู ดูสง่า แพง และไร้เสน่ห์สิ้นดี 
เขาเคยบอกพี่ชลแล้วว่า เสื้อผ้าแบบนี้ไม่มีใครสนหรอก 
‘พี่ต้องถามผมสิ ผมเป็นผู้ชาย ผมไม่มองผู้หญิงที่แต่งตัวแบบนี้หรอก ดูเชยจะตาย’ เขาบอกพี่สาวเมื่อตอนที่เธอจะเริ่มตั้งแบรนด์นี้ขึ้นเมื่อห้าปีก่อน เพื่อขยายตลาดสำหรับสาวทำงาน
‘พี่ไม่ได้ออกแบบเสื้อผ้าเพื่อให้ผู้ชายมองนะ ชุดทำงานเป็นชุดที่มีเกียรติ ที่บ่งบอกถึงความมีพลังของผู้หญิง พี่อยากให้ชุดของพี่ทำให้ผู้หญิงเราดูฉลาด ไม่ใช่เพื่อโชว์เนื้อหนัง ผู้หญิงเราก็มีสมองนะชัย และผู้หญิงบางคนเขาก็ไม่สนใจด้วยว่าผู้ชายจะมองเขาหรือเปล่า เพราะเขามีความภูมิใจในสติปัญญาความสามารถของพวกเขา และเสื้อผ้าของพี่ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในความภาคภูมิใจของสาวๆ เหล่านั้น’ 
นี่เป็นคำพูดของพี่สาวที่เขายังจำภาพสีหน้าแห่งความภาคภูมิใจนั่นได้แจ่มชัด ไม่น่าแปลกใจเลยที่พี่ชลยังครองตัวเป็นโสด จนตอนนี้อายุก็ปาเข้าไปสามสิบห้าปีแล้ว
มาถึงตอนนี้ เขาเข้าใจแล้วว่า ทำไมพี่สาวเขาถึงได้เลือกหล่อนเข้ามาทำงาน
คงพบคนที่เหมือนตัวเองสินะ..ฮึ...เงาสะท้อนของตัวเอง เขานึกเยาะความคิดของพี่สาว
เขาเดินไปอีกด้านทางปีกขวาของห้องทำงานหรู ที่มีชุดโซฟาสีแดงวางตั้งเพื่อรับรองแขก ซึ่งส่วนใหญ่มันมีไว้เพื่อรับรองพี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ และ สาวๆ ของเขาซะมากกว่า ตรงข้ามกับโซฟาชุดนี้เป็นกระจกบานใหญ่กว้างเต็มผนัง เขาเดินไปส่องกระจกมองร่างสูงกำยำของตนเอง
ภาพนายแบบหนุ่มฉายชัดในนั้น
ชายร่างสูงหน้าตาหล่อเหลาแบบคนไทยเชื้อสายจีนยืนที่หน้ากระจกเงามองตัวเองอย่างทะนงดวงตาเป็นประกายฉายแววเชือดเฉือน


⚠️ ประกาศสงวนลิขสิทธิ์

เนื้อหา บทความ หนังสือ ภาพประกอบ และสื่อทุกชนิดบนเว็บไซต์ Thai E-Book Club สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย

ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลง ดาวน์โหลดเพื่อนำไปเผยแพร่ต่อ หรือนำเนื้อหาไปใช้ในเชิงพาณิชย์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์

ห้ามนำเนื้อหาไปเผยแพร่ซ้ำบนเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย หรือแพลตฟอร์มอื่น รวมถึงการนำไปใช้เพื่อสร้างฐานข้อมูลหรือฝึกฝนระบบ AI โดยไม่ได้รับอนุญาต

หากต้องการแบ่งปัน กรุณาแชร์ลิงก์มายังเว็บไซต์ต้นฉบับแทนการคัดลอกเนื้อหา

ขอบคุณที่เคารพสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ผลงาน และร่วมกันรักษาพื้นที่แห่งการอ่านนี้

Thai E-Book Club — อ่าน แบ่งปัน และเคารพลิขสิทธิ์

หากต้องการสนับสนุนนิยาย โปรดคลิก




โปรดติดตามตอนต่อไป ตอนที่ 2

ไม่มีความคิดเห็น: